จากท่าอากาศยานกรุงเทพ ลงที่สนามบินจังหวัดกระบี่ ต่อรถยนต์โดยสารเข้าจังหวัดกระบี่และ ระหว่างกรุงเทพ – กระบี่สามารถเดินทางได้ 3 สายการบิน
1.การบินไทย Thai Airways International ทุกวัน วันละ 3 เที่ยวบิน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เพิ่ม 1 เที่ยวบิน
2.บางกอกแอร์เวย์ Bangkok airways ทุกวัน วันละ 1 เที่ยวบิน
3. สายการบินไทยแอร์เอเซีย Airasia ทุกวัน วันละ 3 เที่ยวบิน
จากสถานีรถไฟกรุงเทพ มาลงที่สถานีรถไฟจังหวัดตรังหรือสถานีรถไฟทุ่งสงจังหวัดนครศรีธรรมราช จากนั้นต่อรถยนต์โดยสารหรือรถแท็กซี่รับจ้างเข้าจังหวัดกระบี่ สอบถามรายละเอียดได้ที่หน่วยบริการการเดินทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 223-7010,223-7020
จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านจังหวัดเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร-ระนอง-พังงา กระบี่
รวมระยะทางประมาณ 946 กม. หรือใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถึง จังหวัดชุมพรต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 41
ผ่านอำเภอหลังสวน อำเภอไชยา เข้าอำเภอสระเวียง จ.สุราษฎร์ธานี จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 4 อีกครั้ง
เข้าสู่ จ.กระบี่ รวมระยะทางประมาณ 814 กม.
การเดินรถ กรุงเทพฯ – กระบี่ มี 3 บริษัท 1.บริษัทขนส่ง 2.บริษัทลิกไนท์ทัวร์ 3.บริษัทศรีสุเทพทัวร์ ขึ้นรถที่สถานีขนส่งสายใต้
จากภูเก็ตใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 402 ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 4 ผ่าน ต.โคกลอย อ.ตะกั่วทุ่ง
อ.ทับปูด จ.พังงา เข้า อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ รวม ระยะทางประมาณ 185 กม. สำหรับรายละเอียดรถโดยสาร
ประจำทาง ภูเก็ต-กระบี่ ติดต่อได้ที่ บริษัทขนส่ง จำกัด โทร.(076) 211480
สภาพอากาศแบบมรสุมในเขตร้อน ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ ลมมรสุม ตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีเพียง 2 ฤดู คือ ฤดูร้อนเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน และฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม โดยมีอุณหภูมิทั้งปี อยู่ระหว่าง 16.9 ถึง 37.3 องศาเซลเซียส และมีปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 2,568.5 มิลลิเมตร
ทิศเหนือ จดจังหวัดพังงาและสุราษฎร์ธานี
ทิศใต้ จดจังหวัดตรังและทะเลอันดามัน
ทิศตะวันออก จดจังหวัดตรังและนครศรีธรรมราช
ทิศตะวันตก จดจังหวัดพังงาและทะเลอันดามัน
แบ่งเขตการปกครอง ออกเป็น 8 อำเภอ ดังนี้คือ อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอเขาพนม อำเภอคลองท่อม อำเภอปลายพระยา อำเภอลันตา อำเภออ่าวลึก อำเภอลำทับ และอำเภอเหนือคลอง
จังหวัดกระบี่ประกอบด้วยภูเขา ที่ดอน ที่ราบ และหมู่เกาะน้อยใหญ่กว่า 130 เกาะ ที่อุดมไปด้วยป่าชายเลน สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นดินเหนียวปนทรายและดินร่วน จึงเหมาะแก่การทำสวนยางพารา สวนปาล์ม สวนมะม่วงหิมพานต์ สวนกาแฟ สวนมะพร้าว บริเวณตัวเมืองมีแม่น้ำกระบี่ยาวประมาณ 5 กิโลเมตร ไหลผ่านลงสู่ทะเลอันดามันที่ตำบลปากน้ำ นอกจากนี้ ยังมีคลอง ปกาสัย คลองกระบี่ใหญ่ และคลองกระบี่น้อย ซึ่งมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาที่สูงที่สุด ในจังหวัดกระบี่ คือ เทือกเขาพนมเบญจา
จังหวัดกระบี่ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงเหนือ จึงมีเพียง 2 ฤดูเท่านั้น คือ ฤดูร้อนซึ่งจะเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน และฤดูฝนเริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ถึงธันวาคม
จังหวัดกระบี่ ตั้งขึ้นในปลายรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ในอดีตเป็นเพียงแขวงหนึ่งอยู่ในอำนาจการปกครองและบังคับบัญชาของเมืองนครศรีธรรมราช เรียกว่า”แขวงเมืองปกาสัย” พระยาผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชให้ปลัดมาตั้งค่ายทำพะเนียดจับช้างของท้องที่ตำบลปกาสัยและได้มีราษฏรจากเมืองนครศรีธรรมราช อพยพมาตั้งหลักแหล่งทำมาหากินเพิ่มมากขึ้น พระปลัดได้ยกตำบลปกาสัยขึ้นเป็น “แขวงเมืองปกาสัย” ขึ้นต่อเมืองนครศรีธรรมราช
ประมาณปี พ.ศ.2415 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะขึ้นเป็นเมืองปกาสัย และทรงพระราชทานนามว่า “เมืองกระบี่” เมื่อได้ประกาศตั้งขึ้นเป็นเมืองแล้วโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งที่ทำการอยู่ที่ตำบลกระบี่ใหญ่ (บ้านตลาดเก่า) ในท้องที่อำเภอเมืองกระบี่ปัจจุบัน มีหลวงเทพเสนาเป็นเจ้าเมืองกระบี่คนแรก ต่อมาในปี พ.ศ.2418 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แยกเมืองกระบี่ออกจากการปกครองของเมืองนครศรีธรรมราช เป็นเมืองจัตวาขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ และในปี 2443 สมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์ (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต ได้พิจารณาเห็นว่าศาลากลางจังหวัดที่บ้านตลาดเก่านั้นไม่สะดวกต่อการคมนาคม เพราะสมัยนั้นต้องอาศัยเรือเป็นพาหนะ จึงได้ย้ายที่ตั้งเมืองไปอยู่ตำบลปากน้ำ ซึ่งอยู่ใกล้ปากอ่าวเป็นร่องน้ำลึกเรือใหญ่สามารถเข้าเทียบท่าได้สะดวก ทำให้เป็นที่ตั้งศาลากลางจังหวัดจนถึงปัจจุบันนี้
ความหมายของคำว่า ” กระบี่” มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า ชาวบ้านได้ขุดพบมีดดาบโบราณใหญ่เล่มหนึ่ง นำมามอบให้กับเจ้าเมืองกระบี่ และต่อมาไม่นานก็ขุดพบมีดดาบโบราณเล็กอีกเล่มหนึ่ง รูปร่างคล้ายกับมีดดาบโบราณเล่มใหญ่ จึงนำมามอบให้กับเจ้าเมืองกระบี่เช่นกัน เจ้าเมืองกระบี่เห็นว่าเป็นดาบโบราณสมควรเก็บไว้เป็นดาบคู่บ้านคู่เมือง เพื่อเป็นศิริมงคล แต่ขณะนั้นยังสร้างเมืองไม่เสร็จจึงได้นำดาบไปเก็บไว้ในถ้ำเขาขนาบน้ำหน้าเมืองโดยวางไขว้กัน ซี่งลักษณะการวางทำให้เป็นสัญลักษณ์ของตราประจำเมือง คือ ดาบไข้วทาบอยู่บนภูเขาขนาบน้ำ และบ้านที่ขุดพบดาบใหญ่ได้ตั้งชื่อว่า “บ้านกระบี่ใหญ่” บ้านที่ขุดพบดาบเล็กได้ตั้งชื่อ “บ้านกระบี่น้อย” แต่มีอีกตำนานหนึ่งสันนิษฐานว่าคำว่า “กระบี่” อาจเรียกชื่อตามพันธุ์ไม้ชนิด หนึ่งที่มีมากในท้องถิ่น คือต้น “หลุมพี” เรียกชื่อว่า “บ้านหลุมพี” มีชาวมลายูและชาวจีนที่เข้ามาค้าขายได้เรียกเพี้ยนเป็น “กะ-ลู-บี” หรือ “คอโลบี” ต่อมาได้ปรับเป็นสำเนียงไทยว่า”กระบี่”